วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

FORUM : Ten Characteristics of a Good Teacher

10 ลักษณะของครูที่ดี -----


1.  ครูที่มีความกระตือรือร้นของเขาสำหรับติดต่อสอน

2.  ครูที่มีความคิดสร้างสรรค์

3.  ครูที่สามารถเพิ่มความเร็วและอารมณ์ขันในชั้นเรียน

4.  ครูที่ท้าทายนักเรียน

5.  ครูที่จะส่งเสริมให้และมีความอดทนและผู้ที่จะไม่ให้ขึ้นอยู่กับฉัน

6.  ครูที่จะให้ความสนใจในตัวนักเรียนเหมือนกัน

7.  ครูที่รู้ไวยากรณ์ที่ดีและที่สามารถอธิบายสิ่งที่จำได้ ถ้าจำเป็น

8.  ครูที่จะใช้เวลาหนึ่งหรือสองนาทีที่จะตอบคำถามหลังเลิกเรียน

9.  ครูที่จะปฏิบัติต่อนักเรียนเหมือนกันทุกคนบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับสมาชิกทุกคนในชั้นเรียน

10.  ครูที่จะแยกอารมณ์ออกในและนอกห้องเรียน

สรุป....>>>>

คุณภาพที่ได้กล่าวสามารถแยกออกจากกัน
เป็นสี่ส่วน
(1) ลักษณะอารมณ์
(2) ทักษะ
(3) เทคนิคการจัดการห้องเรียนและ
(4) ความรู้ทางวิชาการ



This article was first published in Volume 25, No. 1 (1987).

Multiple Intelligences

คิดค้นโดย Howard Gardner 
โดยเชื่อว่าผู้เรียนมีจุดแกร่งในการเรียนรู้ที่ต่างกัน 
และถ้าผู้เรียนรู้จุดแกร่งของตนเองแล้วจะทำให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น


-ความสามารถในการสื่่อสารภาษา: เสียง, ความหมายและจังหวะของคำ

-ความสามารถทางด้านตรรกะศาสตร์ : มีความสามารถในหารคิดโดยมีหลักการ

-ความสามารถทางดนตรี: ความสามารถในการออกเสียง จังหวะที่เหมาะสม

-ความสามารถในการจินตนาการ: ความสามารถในการคิดในการจินตนาการและจดจำเป็นรูปภาพ

-ความสามารถในการมีมนุษยสัมพันธ์: ความสามารถในการโต้ตอบกับอารมณ์ที่เหมาะสม

-ความสามารถในความเข้าใจตนเอง: ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึก คุณค่า  ความเชื่่อและ กระบวนการคิดในตนเอง

-ความสามาถในความเข้าใจธรรมชาติ: พืช สัตว์ และสิ่งอื่นทางธรรมชาติ

-ความสามารถในความเข้าใจการมีชีวิต: สามารถตอบคำถามที่ลึกซึ้งของการมีชีวิตอยุ่ของมนุษย์ได้

Whole Language Approach

*** เป็นการเรียนภาษาที่เรียนแบบทั้งหมดหรือเป็นภาพรวม

*** เด็กต้องเข้าใจภาพรวมของเนื้อเรื่องก่อนแล้วค่อยดูคำศัพท์หรือไวยากรณ์ Top-Down

*** ความผิดพลาดที่ผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้  ครูอาจจะทดสอบโดยการเขียน
      process writing <<--&-- >>journal keeping


Cooperative Learning

การเรียนแบบร่วมมือ เน้นทักษะทางสังคม


เป้าหมายหลัก


1.กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเป็นกลุ่ม
2.ผู้เรียนต้องอยู่ด้วยกันสักระยะ  เพื่อที่จะเรียนรู้ในการทำงานร่วมกัน
3.ความพยายามที่ได้ทำ  ต้องได้รางวัลทั้งกลุ่ม  ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง
4.สอนทักษะทางสังคม  เพื่อให้บทสนทนาราบรื่นและลึกซึ้ง
5.การเรียนรู้ภาษาจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ภาษาเป้าหมายในการเรียนและทำงาน
6.ถึงแม้ว่านักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม  ก็ต้องรับผิดชอบงานของตัวเองด้วย
7.ความรับผิดชอบจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
8.สมาชิกทุกคนถูกกระตุ้นให้มีความรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบและมีส่วนร่วม
9.ครูสอนการทำงานร่วมกัน

Lersen-Freeman, D. (2000). Techniques  and  Principles  in  Language  Teaching.  Hong  Kong :  Oxford  University  Press.p.164-169.


Task - Base Instruction TBI

จะเน้นตัวงานที่เสร็จมากกว่าการใช้ภาษาที่ถูกต้อง เน้นให้นักเรียนใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อ
ให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่น

เป้าหมายหลัก


1.งานที่ให้ทำต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
2.ก่อนที่ให้ทำงานเดี่ยวจะต้องซ้อมกันทั้งหมดก่อน  เพื่อให้เห็นขั้นตอนจริง
3.ครูควรแยกขั้นตอนการทำงานให้เห็นชัดเจน
4.หาวิธีให้นักเรียนมีส่วนร่วม
5.ครูใช้ภาษาอะไรก็ได้ที่จะทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจในตัวงาน
6.ครูต้องช่วยแก้ไขเมื่อนักเรียนพูดผิด
7.การเติมเต็ม  ควรให้ทำงานjig  saw  เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาความเข้าใจและทักษะการพูดด้วย
8.นักเรียนควรได้รับfeedbackถึงความสำเร็จการทำงานของเขา
9.นักเรียนสามารถออกแบบงานได้ด้วยตนเอง



ประเภทของภาระงาน


--Information gap  (แลกเปลี่ยนข้อมูล)
--Opinion gap  (แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนะคติ)
--Reasoning gap  (นำเสนอข้อมูลใหม่ ในรูปแบบของตนเอง)


Lersen-Freeman, D. (2000). Techniques  and  Principles  in  Language  Teaching.  Hong  Kong :  Oxford  University  Press.p. 149-149.

Content-Base Instruction

เป็นวิธีการที่ครูจะสอนในแต่ละเนื้อหา โดยใช้ภาษาอังกฤษในการสอน  ผู้เรียนจะต้องใช้ภาษาเป้าหมายในการที่จะทำชิ้นงานให้สำเร็จ


เป้าหมายหลัก


1.เนื้อหาวิชาอื่นจะถูกใช้เพื่อใช้ในการเรียนรู้ภาษาด้วย
2.เน้นการใช้ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
3.เมื่อผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาที่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิมก็จะเป็นตัวกระตุ้นได้
4.ครูสอนแบบscaffold(จากง่ายไปยาก)  โดยให้นักเรียนสร้างประโยคแล้วครูจึง่วยเติมเต็ม
5.ภาษาจะรียนได้ดีก็ต่อเมื่อใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักเรียน
6.คำศัพท์จะง่ายขึ้นเพราะมีการใช้ในบทความ
7.ถ้าผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องจริง  เขาต้องมีการช่วยเหลือของตัวภาษา
8.ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาและเนื้อหาโดยใช้สื่อของจริง
9.ความสามารถในการอ่าน  อภิปราย  และเขียน

Lersen-Freeman, D. (2000). Techniques  and  Principles  in  Language  Teaching.  Hong  Kong :  Oxford  University  Press.p. 137-141.


Communicative Language Teaching

เป็นหัวใจสำคัญในการสอนปัจจุบัน
 กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร  จะเน้นโครงสร้างไวยากรณ์และคำศัพท์

Communicative  competence


1.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างประโยค
2.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ภาษาทางสังคม
3.มีความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประโยคต่างๆ
4.มีความรู้ความเข้าใจในการใช้กลยุทธ์ในการสื่อสาร


ต้องมีลักษณะดังนี้


1.รู้ว่าจะต้องใช้ภาษาในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
2.รู้ว่าจะต้องใช้ในสถาการณ์แบบใด
3.เข้าใจเรื่องของบทความที่แตกต่างกันออกไป
4.เข้าใจเรื่องที่จะสื่อสารในขณะที่เรารู้อย่างจำกัด  โดยใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไป


ลักษณะพิเศษของCLT


1.ให้บรรลุเป้าหมายของหัวใจสำคัญทั้งสี่อย่าง
2.ความสัมพันธ์ของ form กับ function
3.เน้นการใช้ภาษาได้อย่าถูกต้องและคล่องแคล่ว
4.นึกถึงบริบทถึงสถานการณ์จริงของผู้เรียน : สื่อของจริง
5.ผู้เรียนรับผิดชอบงานต่างๆด้วยตัวเอง  ต้องเข้าใจและพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ
6.ครูเป็นแค่ผู้ให้ความสะดวกและให้คำแนะนำ
7.บทบาทนักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนอย่างกระตือรือร้น



เป้าหมายหลัก


1.ให้เกิดการสื่อสารจริงๆให้ได้
2.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทดสอบ  ทดลองสิ่งที่ผู้เรียนรู้
3.ต้องอดทนกับความผิดพลาดของผู้เรียน  เพราะว่าการที่ผู้เรียนผิดพลาด  แสดงว่าเขากำลังสร้างcommunicative  competence
4.ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว
5.เชื่อมโยงทักษาการพูด  อ่าน  ฟัง ให้สัมพันธ์กัน
6.ให้ผู้เรียนสรุปกฏเกณฑ์เอง  เรียนแบบอุปนัย


เทคนิคการสอน

1.  ใช้สื่ิอของจริง
2.  การเรียงลำดับประโยค
3.  เกมส์ภาษา Information Gap
4.  การเรียงเรื่องราว ให้ภาพมาแล้วให้ผู้เรียนเรียงลำดับก่อนหลังในปนะโยค
5.  การแสดงบทบาทสมมติ แบบมีบทจากครู และ แบบนักเรียนคิดเอง